ความรู้เกี่ยวกับภาษาจาวา
ภาษาจาวาถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการที่จะสร้างคอมไพเลอร์ภาษาคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นอิสระจาก Hardware รุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง โดยจุดประสงค์แรกนั้นต้องการที่จะใช้เขียนโปรแกรม เพื่อควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ เช่น เตาอบ, เครื่องซักผ้า, โทรศัพท์, มือถือ, Set Top Box ของเคเบิ้ลทีวี ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ โดยการนำของ James Gosling หัวหน้า กลุ่ม Green Group แห่งบริษัท Sun Microsystems จึงได้เริ่มโครงการพัฒนาภาษาดังกล่าวอย่างจริงจัง ในปี 1991 โดยขั้นแรกชื่อว่า ภาษา Oak แต่หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จในการนำไปใช้งานตามความคิดริเริ่มดังกล่าว ประกอบกับบริษัท Sun Microsystems เริ่มมองเห็นความจำเป็นที่ต้องมีภาษาที่สร้างโปรแกรมบนเครื่องหนึ่งแต่สามารถนำไปใช้งานบนเครื่องใดๆ ก็ได้ (Write Once Run Anywhere) บริษัทจึงได้นำเอาภาษา Oak มาพัฒนาต่อให้เป็นภาษาแบบ Object Oriented จนได้ภาษา จาวาขึ้นในปี 1995 และปัจจุบันได้มีหลายบริษัทพัฒนาภาษา จาวาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเองทั้ง Visual J++ (Microsoft) Visual Cafe (Sysmantec) และ Jbuilder (Borland) เป็นต้น
จาวาเป็นภาษา Object Oriented
ในอดีตที่ผ่านมาหลายภาษาได้อ้างตัวว่าเป็น Object Oriented เช่น C++ แต่แท้จริงแล้วยังไม่มีภาระใดที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติที่เป็น Object Oriented ของภาษาได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติความเข้ากันได้ หรือทำงานได้ทุก Plateform ของภาษาแบบ Object Oriented ทั้งนี้เพราะแต่ละภาษามี Object Model ที่ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดดังกล่าวได้ แต่ภาษาจาวาได้ถูกออกแบบให้เป็นภาษาแบบ Object Oriented โดยแท้จริงโดยทุกส่วนของจาวา จะถือเป็น Object ทั้งหมด ไม่ว่า class, function หรือว่า array ล้วนแล้วแต่เป็นออบเจ็กต์ทั้งสิ้น จะมียกเว้นอยู่อย่างเดียวคือชนิดของข้อมูล ซึ่งถือเป็นออบเจ็กต์โดยรายละเอียดของชนิดของข้อมูล
ภาษา จาวาไม่ยึดติดกับ Platform (Platform Independent)
source code จาวาจะถูกคอมไพล์เป็น .class หรือชุดคำสัง JVM(Java Vitual Machine) ก่อน เมื่อมีการเรียกใช้จึงจะถูกดาวน์โหลดลงบนเครื่องลูกข่ายแล้วถูกแปลด้วย Interpreter อีกทีหนึ่งเพื่อให้มันทำงาน ดังนั้นเครื่องลูกข่ายใดๆ ก็ตามที่มี Virtual Processer ซึ่งเป็น Interpreter ที่ใช้แปลภาษา JVM อยู่จะสามารถเรียกใช้งานภาษาจาวาได้เลยไม่ต้องมีการคอมไพล์โปรแกรมภาษา
จาวาอีกครั้ง
ข้อดีของภาษาเชิงวัตถุ
ภาษาเชิงวัตถุนั้นเราสามารถสร้างเพื่อเลียนแบบการทำงานของสิ่งต่างๆในโลกนี้ได้ดีกว่าและง่ายกว่ามาก โดยภาษา จาวานั้นสร้างขึ้นมาโดยใช้หลักการเขียนโปรแกรมแบบเดียวกับภาษา C ทำให้ผู้เขียนภาษา จาวายิ่งมีพื้นฐาน C มาก่อน จะสามารถเขียน จาวาได้อย่างรวดเร็ว
ภาษาเชิงวัตถุนั้นมีความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดีกว่าภาษาเชิงกระบวนการ เพราะผู้ใช้ไม่ต้องรู้กระบวนการ และโครงสร้างของข้อมูลในการผ่าน Parameter ในแต่ละฟังก์ชันเหมือนภาษาเชิงกระบวนการ
จาวาไม่ใช้ Pointer และ จาวาไม่ให้ผู้เขียนโปรแกรมจับจองหรือปล่อยให้เนื้อที่หน่วยความจำ (Allocate/Deallocate) ด้วยตัวเองเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์เมื่อมีการจอง (Allocate) หรือคืน (Deallocate) หน่วยความจำบ่อยๆ โดย จาวาจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง
โปรแกรมภาษาเชิงวัตถุ นั้นมีความกระทัดรัดเหมาะสมที่จะใช้งานบนอินเตอร์เน็ต เพราะใช้เวลาในการดาวน์โหลดโปรแกรมน้อยกว่า
ภาษา จาวานั้นปลอดภัยจากการนำภาษาไปเขียนเป็นโปรแกรมไวรัสเพื่อเล่นงานเครือข่ายคอมพิวเตอร์
จาวาแอพเพลต
แอพเพลต คือโปรแกรมขนาดเล็กที่สร้างขึ้นด้วยภาษา จาวาสามารถถูกเรียกใช้งานบน เว็บบราวเซอร์ โดยผ่านทาง HTML Page โปรแกรมภาษา จาวาที่เป็น แอพพลิเคชั่นได้ จะเป็น Standalone โปรแกรมที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยโปรแกรมอื่นสามารถควบคุมการดำเนินการของตัวเองได้แต่โปรแกรมที่เป็น แอพเพลต จะทำงานภายใต้ เว็บบราวเซอร์ โดยไม่สามารถควบคุมการดำเนินการของตัวเองได้ทั้งหมด
โปรแกรมของ แอพเพลต เมื่อถูกคอมไพล์แล้วจะได้เป็นไฟล์ .class แต่จะไม่สามารถทำงานได้โดย จาวาinterpreter (Java.exe) เหมือนโปรแกรมที่เป็น แอพพลิเคชั่นได้ การเรียกให้ แอพเพลต ทำงานนั้นจะต้องทำภายใน HTML Page เท่านั้นโดยใช้ แอพเพลต Tag และ แอพเพลต นั้นจะต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมของ บราวเซอร์ เช่น Netscape Navigator, Microsoft Internet Exporler หรือ HotJavaซึ่งทั้งหมดเป็น บราวเซอร์ ที่มี จาวาinterpreter อยู่ภายใน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น